เลี้ยง " ปลาชะโอน " ทำไมถึงเจ๊ง? ถอดรหัสมหกรรมปลากินกันเอง นรกผิวบางตัวเปื่อย และราคาแพงระยับที่ไม่มีคนซื้อ!
ปลาเนื้ออ่อนเศรษฐกิจราคาแพง ตลาดร้านอาหารต้องการสูง เลี้ยงในบ่อดินหรือกระชังก็ได้ กำไรเน้นๆ พลิกชีวิตเป็นเศรษฐีปลาเนื้ออ่อนได้ไม่ยาก!
นี่คือภาพฝันสุดหรูที่ดึงดูดให้เกษตรกรสายสัตว์น้ำทุ่มเงินซื้อลูกพันธุ์ปลาชะโอนมาลงบ่อ เพราะเห็นตัวเลขราคาขายหน้าร้านในบางไซส์ บางพื้นที่อาจขายได้ถึงกิโลกรัมละ 300–400 บาท โดยเฉพาะปลาคุณภาพดีที่มีตลาดร้านอาหารรองรับ แต่ความเป็นจริงในน้ำกลับไม่ได้ง่ายเหมือนการคำนวณบนกระดาษ! เพราะราคาสวยๆ นั้นรับเฉพาะปลาที่รอดจริง ไซส์สวยจริง และมีคนซื้อจริงเท่านั้น เพราะ " ปลาชะโอนไม่ได้เจ๊งเพราะราคาตก แต่มันเจ๊งเพราะคนเลี้ยงคุมอัตราการรอดไม่ได้ ปราบโรคผิวเปื่อยไม่จบ และสู้ค่าอาหารโปรตีนสูงไม่ไหว! " เกมนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครปล่อยลูกปลาลงบ่อได้เยอะที่สุด แต่วัดกันที่ " ใครจะเหลือปลาคุณภาพดีถึงวันจับขายมากที่สุดต่างหาก! "
สำหรับคอลัมน์ " ทำไมถึงเจ๊ง? " วันนี้ เราจะพาไปชำแหละบาดแผลจริงของวงการคนเลี้ยงปลาชะโอน มาถอดรหัสความจริงหน้าบ่อกันครับ!
*** 1. มหกรรม " ปลากินกันเอง " และกับดักลูกพันธุ์: ปล่อยหมื่นตัวหายเกลี้ยงบ่อ " ปลาชะโอนไม่ได้กินกำไรตอนโต แต่มันกินกำไรตั้งแต่ช่วงอนุบาลถ้าคุณปล่อยให้ตัวใหญ่กินตัวเล็ก " ความเป็นจริงหน้าบ่อ: ปลาชะโอนเริ่มเจ๊งได้ตั้งแต่วันรับลูกปลา ถ้าลูกปลามาไซส์ไม่เสมอ กินอาหารเม็ดไม่เก่ง หรือผ่านการขนส่งจนช้ำ ยังไม่ทันลงบ่อก็เหมือนเอาความเสี่ยงทั้งชุดเทลงน้ำไปแล้ว ยิ่งปลาชนิดนี้เป็นปลากินเนื้อที่มีนิสัยดุร้าย และกินกันเอง ช่วงอนุบาลถ้าไม่คัดไซส์ ปลาก็จะช่วยคัดให้เองด้วยการกินตัวเล็กกว่า บางแนวทางจึงแนะนำให้คัดทุก 7 วันในช่วงแรก เพื่อลดความสูญเสีย ปล่อยไปเป็นหมื่นถ้าคัดไซส์ไม่ทัน อาจเหลือปลาขายจริงน้อยจนน่าใจหาย ไม่ได้หายเพราะน้ำพัดไป แต่หายเพราะกลายเป็นอาหารของพี่น้องในบ่อเดียวกัน แถมการปล่อยแน่นเกินไปก็ไม่ได้แปลว่าได้ปลาเยอะขึ้น แต่มันอาจแปลว่าได้น้ำเสียเร็วขึ้น แผลมากขึ้น และปลากินกันเองเร็วขึ้นด้วย
.*** 2. นรกค่าอาหารโปรตีนสูง " นี่ไม่ใช่ปลาที่โยนรำแล้วหวังให้โตทันตลาด มันต้องการอาหารโปรตีนสูง และกระสอบอาหารพวกนี้ราคาไม่เบา " ความเป็นจริงหน้าบ่อ: เนื่องจากปลาชะโอนเป็นปลากินเนื้อ อาหารที่ใช้เลี้ยงจึงต้องเป็นอาหารโปรตีนสูง ราว 40% ขึ้นไป หรือสูตรที่เหมาะกับปลากินเนื้อและวัยของปลา ซึ่งราคาแพงกว่าอาหารปลาทั่วไปอย่างรู้สึกได้ ราคาอาหารจึงไม่ใช่ระดับที่จะโยนเล่นๆ เพราะอาหารคือกระดูกสันหลังของต้นทุนปลาชะโอน ปัญหาคือ " ช่วงฝึกกินอาหารเม็ด " ที่เปลี่ยนจากอาหารมีชีวิตไปสู่อาหารเม็ด ถ้าทำไม่ดี ปลาบางส่วนกินเก่งจะโตไว ส่วนพวกที่กินไม่ทันจะแคระแกร็น และกลายเป็นเหยื่อของตัวใหญ่กว่า อาหารที่หว่านลงไปจึงกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า ขุนเพิ่มอีกเดือนอาจไม่ได้เพิ่มกำไร แต่อาจเพิ่มแค่หนี้สินค่าอาหารกระสอบที่มันกินเพิ่มเข้าไป
*** 3. มฤตยูผิวบาง " โรคตัวเปื่อย ": น้ำแกว่งแผลลามร่วงเป็นชุด " ปลาชะโอนผิวบางกว่ากำไร ถ้าน้ำเสียหรือจับแรง แผลเดียวอาจลากราคาทั้งบ่อลงเหว " ความเป็นจริง:ปลาชะโอนเป็นปลาไม่มีเกล็ด ผิวหนังจึงบอบบางและติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายมาก มันไม่ได้พังเพราะโดนจับครั้งเดียว แต่มันพังเมื่อแผลถลอกไปเจอน้ำเสียและเชื้อโรค หากจับแรง คัดหยาบ ขนแน่น หรือน้ำเสียเมื่อไหร่ แผลเล็กๆ อาจกลายเป็นตัวเปื่อยได้เร็ว เกิดอาการโรคตัวเปื่อยเน่าร่วงตายเป็นชุด ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงฝันร้ายอย่างตอนฝนตกต่อเนื่อง อากาศปิด หรือระบบน้ำแกว่ง ถ้าออกซิเจนตกและน้ำเสียสะสม ปลาจะเครียด กินอาหารลดลง ลอยหัว และอาจร่วงตายเป็นชุดจนเจ้าของตั้งตัวไม่ทัน
*** 4. ตลาดเนื้อสุดอินดี้และสเปกเขี้ยว: คนกินมีจริง แต่ไม่ได้ยืนรอหน้าบ่อทุกวัน " ปลาชะโอนขายแพงได้ตอนอยู่ในน้ำ แต่ถ้าจับหยาบ ขนแน่น ผิวถลอกก่อนถึงร้านอาหาร ราคาก็หลุดจากปลาพรีเมียมทันที " ความเป็นจริงหน้าบ่อ: ตลาดร้านอาหารมีจริง แต่ไม่ได้กว้างแบบใครเลี้ยงได้ก็มีคนรอซื้อทั้งหมด คนซื้อมีจริงแต่ไม่ได้ยืนรอหน้าบ่อทุกวันที่คุณจับปลา ร้านอาหารมักต้องการปลาขนาดสม่ำเสมอ ผิวสวย ไม่มีแผล ไม่ช้ำ ไม่เปื่อย เพราะต้องเอาไปขึ้นโต๊ะเมนูพรีเมียม ปลาชะโอนราคาแพงไม่ได้แพงเพราะชื่อ แต่มันแพงเพราะต้องสวย สด ไซส์ได้ และไม่มีแผลให้ร้านอาหารเสียหน้า ถ้าจับหยาบ ผิวมีรอย หรือคุณภาพไม่ถึง บางเจ้ากดราคา บางเจ้าไม่รับ บางเจ้ารับเฉพาะตัวที่เข้าเกรด เกินสเปกไม่ใช่ไก่ตาย แต่อำนาจต่อรองและราคาขายของคุณจะตายก่อน
มุมมองคนรอด: เลี้ยงปลาชะโอนยังไงให้ไม่เจ๊ง?
" ปลาชะโอนอาจเป็นเหมืองทองสำหรับคนที่มีระบบอนุบาล น้ำ อาหาร และตลาด แต่เป็นหลุมดูดเงินสำหรับคนที่คิดว่าแค่ปล่อยลูกปลาลงบ่อแล้วรอจับขาย " เกษตรกรมืออาชีพจะให้ความสำคัญกับคุณภาพลูกพันธุ์ตั้งแต่ต้น คุมความหนาแน่นในบ่อให้พอดี มีวินัยในการคัดขนาดช่วงอนุบาลเพื่อหยุดวงจรกินกันเอง จัดการระบบน้ำ และเปิดเครื่องตีน้ำคุมออกซิเจนให้เสถียรในช่วงอากาศปิด และที่สำคัญคือ พวกเขาไม่จับปลาสะเปะสะปะไปเร่ขาย แต่จะล็อกสัญญาส่งร้านอาหารหรือแพปลาเจ้าประจำ ที่ตกลงสเปกและราคากันไว้ล่วงหน้าแล้วเท่านั้นครับ
สรุป : ปลาเนื้ออ่อนราคาแพงจริง แต่ราคานั้นจ่ายให้ปลาที่รอด ไซส์ได้ ผิวสวย และมีตลาด ไม่ใช่ปลาทุกตัวที่คุณเลี้ยงขึ้นมา คนที่ "เจ๊ง" ส่วนใหญ่คือคนที่ปล่อยปลาแน่นจนกินกันเอง จัดระบบฝึกอาหารเม็ดไม่ผ่าน คุมแผลและโรคตัวเปื่อยไม่ได้เมื่อน้ำเสีย และเลี้ยงโดยไม่มีช่องทางระบายผลผลิตที่แน่นอน แต่สำหรับคนที่ "รอด" คือนักจัดการฟาร์มสัตว์น้ำที่มีความละเอียดสูง คุมระบบน้ำและอาหารได้นิ่ง และเข้าใจกลไกตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างแท้จริง.
*** ขอบคุณ " บทความโดย เพจ : เกษตร นานา " ***
เรา มิสเตอร์เกษตร.com " กับแนวทางการแก้ปัญหา "
1 ก่อนเลี้ยง หากลุ่มและตลาดที่แน่นอน
2 เพื่อให้ค่าโปรตีนในทุกกระสอบ มีคุณค่าเต็ม100% ให้เกษตรกรทำแบบนี้
2.1 ใช้น้ำยูพาสแบบเข้มข้นร่วมผสมอาหาร 5 กก/น้ำยูพาสเข้มข้น 1 ลิตร
2.2 ผสมโปรตีนน้ำย่อยถั่วเหลือง App 50 ซีซี/อาหาร 5 กก
2.3 เมื่อผสมเสร็จปิดภาชนะรอ 30 นาที นำไปให้ปลาชะโอนกิน " ท่านจะได้อาหารที่พร้อมย่อย และ ดูดซึม 6 กก.ทันที "
2.4 อย่าเลี้ยงปลา จงฝึกให้ปลาเลี้ยงเรา คือ คุมอาหาร เช็คอัตราการโต และอัตราการสิ้นเปลืองอาหาร/วัน
3 การจัดการน้ำ
3.1 ปลาชะโอนพรีเมี่ยม อย่าเลี้ยงหนาแน่น หรือคิดจะเอาแต่ตัวที่รอด
3.2 การจัดการน้ำ ควรใช้ น้ำยูพาสแบบเจือจาง / เกลือแกง / มินเนอร์99 / ลักกี้บาซิลัส / ด่างทันทิม
3.3 อย่ามองข้ามการถ่ายพยาธิทุกเดือน ด้วย เบนดาโซล
3.4 การถ่ายน้ำ ตามระยะที่ควรจะเป็น อย่าฝืน และ อย่าถ่ายบ่อยเกินไป
3.5 ส่วนของอ๊อกซิเจน เกษตรกรควรฝึกภาวะอ๊อกต่ำ ให้ปลาชะโอนปรับตัว มิใช่เลี้ยงด้วยอ๊อก
4 แนวทางที่เรา บอสเอกยูพาส นำเสนอไม่ใช่เรื่องที่ถูก 100% แต่เป็นเรื่องของการสร้างผลกำไร และ การปิดประตูขาดทุน
" การเลี้ยงปลาชะโอนเชิงป้องกัน "